คณะรัฐมนตรี รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มีมติเกี่ยวกับเรื่อง "บ้านหลักแรก" ดังนี้
- เป็นเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ตามจำนวนที่จ่ายจริง ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- ผู้มีเงินได้มีสิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีเป็นเวลา 5 ปีภาษีต่อเนื่องกันตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท
- การยกเว้นภาษีจะใช้วิธีการหักค่าลดหย่อน ซึ่งผู้มีเงินได้สามารถเลือกใช้สิทธิ์ครั้งแรกสำหรับเงินได้ในปีที่ได้โอนกรรมสิทธิ์หรือปีถัดไปก็ได้ โดยสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี
- ผู้มีเงินได้ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2554ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555
- ผู้มีเงินได้ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน
- ผู้มีเงินได้ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และ "อสังหาริมทรัพย์นั้นต้องไม่เคยผ่านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน"
ตารางเปรียบเทียบกับ นโยบาย "บ้านหลังแรก" ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ตามแผนภาพนี้ ( ตารางโดย ช่อง3)

สรุปคือ รัฐบาลนี้ เพิ่มเกณฑ์มาเป็น ไม่ว่าจะเป็น "บ้าน หรือ คอนโด" ที่ราคาไม่เกิน 5 ล้าน สามารถร่วมโครงการได้หมด แต่ ต้องเป็น "บ้านที่สร้างใหม่ของโครงการ" ห้ามสร้างเอง และห้ามเป็นบ้านมือ 2
ประเด็นที่ 1 "บริษัทผู้ได้รับผลประโยชน์" จากนโยบาย "บ้านหลังแรก"
จากข้อมูลของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ จะมีบริษัทหลายๆ บริษัทได้รับประโยชน์รวมเกือบแสนยูนิตแต่ประเด็นที่ ครม.เงา ต้องการสะท้อนให้ประชาชนได้ทราบ คือ นโยบายนี้ เป็นการ "ทุจริตเชิงนโยบาย" เอื้อประโยชน์ให้บริษัทที่เกี่ยวข้อง และใกล้ชิดกับฝ่ายรัฐบาล
โฆษก ครม.เงา ได้แถลงวัน พุธ ที่ 21 กันยายน 2554ว่า "ในหลักเกณฑ์การเพิ่มวงเงินมูลค่าที่อยู่อาศัยจาก 3 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาทนั้นเป็นการเชื่อได้ว่ามีการนำภาษีจากคนชั้นกลางไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยผลจากการขยายวงเงินนั้นได้ทำให้อสังหาริมทรัพย์ในเครือของบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับประโยชน์"
ต่อมา ช่วงบ่ายวันเดียวกัน โฆษก เพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ แก้ตัวว่า “เอสซีแอสเซท” สร้างแต่บ้านราคาเกิน 5 ล้าน ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้"
แต่ ...ข้อมูลชัดเจน จาก Annual Report หรือรายงานประจำปี 2553คือ โครงการต่างๆ ที่มีขายอยู่ใน บริษัทนีี้ ในปัจจุบัน

ตามภาพประกอบ จะเป็น ตารางแสดงรายละเอียด ของแต่ละโครงการที่มี ราคาขาย อยู่ในช่วง 3-5 ล้านบาทโครงการทั้งหมด ที่อยู่ในราคาที่จะได้ผลประโยชน์จาก นโยบายนี้ รวมได้ 1,700 กว่า Units หากเฉลี่ย โดยใช้ราคาต่ำสุดที่จะได้รับประโยชน์ ที่ Unit ละ 3 ล้าน รายได้ที่ SC Asset จะได้รับคือ 5,100 ล้านบาท
ซึ่งจำนวนนี้ ถือเป็น ประมาณ 80% ของรายได้รวม ของกิจการจากภาพข้างล่าง เป็น ตัวเลขแสดงรายได้ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีของบริษัท ที่มีมหาศาลอยู่แล้ว

ประเด็นคือ "ทำไม รัฐบาล ยังต้องออกนโยบาย ช่วยเหลือ ธุรกิจ ในอุตสาหกรรมนี้และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทนี้ ที่มี รายได้เพิ่มขึ้นสูงต่อเนื่อง และกำไรดีมาก อยู่แล้ว"
ที่น่าจับตายิ่งกว่าคือ วันที่ 23 กันยายน 2554 เวลา 9.00 น.มีข้อมูลจาก หน้า Promotion ของเว็บบริษัท SC Asset เองว่า"พร้อมรับมาตรการคืนภาษี บ้านหลังแรก" ตามภาพ

แต่ปรากฏว่า เวลา 10.00 น.ทางบริษัทได้มีการลบเฉพาะ ข้อความดังกล่าวออกไปภายในแค่ 1 ชั่วโมง
ปล.ที่น่าสงสัยยิ่งไปอีก คือ ทำไมต้องกำหนดให้เป็นแค่"บ้านหรือคอนโด โครงการสร้างใหม่"
ห้ามปลูกสร้างเอง และห้ามเป็นมือสอง - - - - - - - - - ชัดเข้าไปอีกมั้ยครับ ?
ประเด็นที่ 2 คือเรื่อง "ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ" จากมาตรการคืนเงินภาษีให้

จากที่บอกว่า "ผู้มีเงินได้มีสิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีเป็นเวลา 5 ปีภาษีต่อเนื่องกันตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท"
เชิญชมตาราง คำนวณ ทางภาษี โดย สส.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อันนี้ครับ
http://www.democrat.or.th/th/news-activity/news/detail.php?ELEMENT_ID=9767&SECTION_ID=29
|
รายได้/ปี |
30,000/เดือน (360,000/ปี)
|
50,000/เดือน (600,000/ปี)
|
| หักค่าใช้จ่าย 40% ไม่เกิน 60,000 |
60,000
|
60,000
|
| ลดหย่อนผู้มีเงินได้ |
30,000
|
30,000
|
| ลดหย่อนบุตร |
15,000
|
30,000
|
| ลดหย่อนเลี้ยงดูบิดา/มารดา |
60,000
|
60,000
|
| ลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต + หน่วยลงทุน |
34,000
|
72,000
|
| เงินสมทบประกันสังคม |
9,000
|
9,000
|
| เงินบริจาค |
3,000
|
10,500
|
| รวมหักค่าใช้จ่าย+ลดหย่อน |
211,000
|
271,500
|
| เงินได้หลังหักค่าลดหย่อน |
149,000
|
328,500
|
| บ้านหลังแรก 10 % - 500,000/ 5ปี |
ไม่ได้ใช้
|
328,500-100,000 = 228,500
|
ตารางนี้คือการ คำนวณ ภาษีง่ายๆ เทียบ "คนชั้นกลาง" ที่มีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน (หรือต่ำกว่า)กับ "คนชั้นกลางค่อนข้างสูง" ที่มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน ว่า หลังจากคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว จะเห็นว่า สุดท้ายแล้วแม้แต่ คนรายได้ 30,000 บาทต่อเดือนยังแทบไม่ได้ ประโยชน์ใดๆ จากนโยบายนี้เลย เพราะสุดท้าย เงินได้ หลังหัก ค่าลดหย่อน ต่ำกว่า 150,000 บาทอยู่ในช่วงรายได้ 0-150,000 บาทต่อปี "ไม่ต้องเสียภาษี" อยู่แล้ว
![]() |
แต่คนที่ได้ประโยชน์จาก นโยบายนี้เต็มๆ คือ คนรายได้ "สูงกว่า 500,000 บาท" ต่อเดือน |
![]() |
รัฐบาล ดูเหมือนจะชัดเจนนะครับ ว่า "ต้องการอุ้มคนรวย"
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยความไม่รอบคอบ หรือจะเหตุผลใดก็แล้วแต่วันศุกร์ 23 กันยายน 2554 หลังออกนโยบาย ผ่านมติ ครม.มาแค่ 3 วันรมช.คลัง ก็เสนอ นายกรัฐมนตรี ให้ "แก้" เกณฑ์ได้รับประโยชน์ทางภาษีอีกครั้งจากนำมาหักรายได้ เป็น ค่าลดหย่อน ให้กลายเป็น หักกับเงินภาษีที่ต้องเสียแทนซึ่งอาจช่วยประชาชนได้มากขึ้นมากนิดนึง แต่ สรรพากร ก็จะเสียรายได้ เพิ่มจาก1,700 ล้านบาท เป็น 8,600 ล้านบาท เพื่อช่วยคนชั้นกลางที่รวยน้อยกว่าตอนแรกหน่อยเดียว
ต่อมา...หลังจากที่ คณะรัฐมนตรีเงาได้แสดงความเห็นอย่างหนัก ว่า ไม่ได้ทำตามสัญญาที่หาเสียงว่าจะมี "บ้านหลังแรก 0%" ไว้ช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง ทางรัฐบาล ก็คลอดโครงการนี้ออกมา
นำโดย รมช.คลัง วิรุฬ เตชะไพบูลย์ ซึ่งกำกับดูแล ธอส. ในขณะที่ รมช.คลัง บุญทรง ดูแล กรมภาษีทั้ง 3กรมโครงการบ้านหลังแรก ที่ควรจะออกมาทีเดียว เป็นแพ็คเกจ และมีความชัดเจนแต่แรก ก็มีสภาพอย่างที่เห็น
สำหรับ "บ้านหลังแรก 0% 3 ปี" ตามมติครม. มีรายละเอียดแทบไม่ได้แตกต่างกับนโยบายเก่าของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่อย่างใด จะมีก็แต่ เพิ่มระยะเวลา ปลอดดอกเบี้ย จาก 2 ปี เป็น 3 ปีโดยที่ ไม่แน่ใจเช่นกันว่า มีการคำนวณที่มีหลักการหรือไม่ ในแง่ของ ภาระภาษีประชาชนที่จะนำมาชดเชย
แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น สิ่งที่ ประชาชน ต้องตระหนัก และจำได้ก็คือ ตอนหาเสียง !!!!! นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้พูดเอาไว้ว่า จะมี การให้กู้ "บ้าน 0% นาน 5 ปี"แต่ตอนนี้ เหลือแค่ 3 ปี และการฟรีค่าธรรมเนียมต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ทำตามที่โม้ไว้ครับ
สำหรับ ครม.เงามีมติ ดังนี้
ข้อสังเกตเพิ่มเติมในประเด็น "บ้าน 0% 3 ปี"
|


